ไปเปิดประสบการณ์ชีวิต(ให้ไกลขึ้น)ที่ "นิวยอร์ก"

Updated: Feb 19, 2018

ผมเคยสงสัยมาตลอดว่าในขณะที่ผมกำลังใช้ชีวิตของผมไปเรื่อยๆ อีกฝั่งหนึ่งของโลกในประเทศที่ห่างไกล แม้กระทั้งใช้ไม้บรรทัดวัดบนแผนที่ก็ยังห่างเป็นฟุต (เห็นภาพใช่มั้ยคับ) ประเทศที่เวลาต่างกับบ้านเราเป็นสิบๆชั่วโมง พวกคนเหล่านั้นกำลังทำอะไรกัน มีความเป็นอยู่ยังไง กินอะไร อากาศเป็นยังไง ผมสงสัยมานานจนมาวันหนึ่งก็ได้ตัดสินใจว่าเอาละถึงเวลาแล้วที่จะต้องไปดูด้วยตัวเอง ผมเป็นคนตัดสินใจอะไรรวดเร็ว ดังนั้นการไปเที่ยวส่วนใหญ่ของผมคือการไปเที่ยวคนเดียวเพราะผมไม่สามารถที่จะรอการตัดสินใจของเพื่อนที่มั่วแต่ให้คำตอบว่า รอเดี๋ยวนะมึง ขอคิดแพพ ได้จริงๆ เพราะว่าทุกครั้งที่สายการบินออกโปรฯออกมา มันก็ไม่ได้รอใครเหมือนกัน


การเดินทางที่แสนจะยาวววนาน

ผมจำได้อย่างแมนยำว่าวันนั้นเป็นวันที่ 30 ธ.ค. หลังจากที่ผมตัดสินใจแล้วว่าปีหน้าซึ่งเป็นปี 2560 ผมจะต้องไปเบิกเนตรที่อเมริกาให้ได้และต้องเป็นนิวยอร์กเท่านั้นเพราะว่าผมเป็นคนชอบอะไรที่เป็นอิฐๆ ปูนๆ ในเวลาเกือบเที่ยงคืนผมก็เข้าไปดูราคาตั๋วที่เห็นเพื่อนๆแชร์กันมาว่ามีตั๋วไปอเมริการาคา 11,xxx บาท ในใจคิดว่าโม้ชัวร์ๆ แต่ก็เข้าไปลองดู…โอ้ว มาย กอช มันคือความจริงครับ ผมตัดสินใจจองและจ่ายเงินทันทีกับตั๋วไปอเมริกาของผมในช่วงสงกรานต์เพราะเป็นเวลาเดียวที่มนุษย์เงินเดือนแบบผมจะไปเที่ยวได้ โดยให้การทำวีซ่าเป็นเรื่องที่ค่อยคิดที่หลัง เบ็ดเสร็จตั๋วผมราคาอยู่ที่ 11,560 บาท แต่เดียวก่อนการเดินทางโดยใช้ตั๋วใบนี้ก็ไม่ได้ง่าย ก็จ่ายไปถูกการเดินทางก็จะงงๆหน่อย ตั๋วเครื่องบินใบนี้เป็นของสายการบินกาตาร์ ที่จะต้องเริ่มเดินทางจากมาเลเซีย แล้วไปเปลี่ยนเครื่องที่โดฮาเพื่อไปลงที่วอลชิงตัน ดีซี นั้นหมายความว่าผมจะต้องซื้อตั๋วเพิ่มอีก 1 ใบสำหรับเส้นทาง กทม ไป มาเลเซีย ซึ่งผมก็ได้ราคาโปรฯของ แอร์เอเชีย มาประมาณ 900 บาทรวม นน กระเป๋าเรียบร้อยแล้ว สรุปค่าตั๋วเดินทางไป USA ในครั้งนี้คือ 12,460 บาท แฮปปี้ที่สุดกว่าการซื้อตั๋วใดๆตั้งแต่เกิด


เที่ยวบินที่แสนจะอ้อมโลก DMK>KUL>DOH>IAD | JFK>DOH>BKK


หลังจากซื้อตั๋วก็มีเวลาประมาณ 3 เดือนในการทำวีซ่าซึ่งก็จะเครียดๆ กังวลๆ ตึงๆ เหมือนกันเพราะไปอ่านรีวิวมามีแต่คนถูกปฏิเสธ แต่ผมขอฟันธงไว้ตรงนี้เลยนะครับว่าถ้าจุดประสงค์ของคุณคือการไปเที่ยวจิงๆ และมีเอกสารยืนยันครบถ้วนคุณจะได้วีซ่าอเมริกามาแน่นอน เจ้าหน้าที่สถาทูตเค้ามีเซ้นต์นะว่าคุณจะไปทำอะไร 555 วิธีการทำก็เข้าไปหาที่เว็บไซด์ของสถานทูตจะดีสุดคับเผื่อมีอะไรอัพเดต


ใกล้มาถึงวันเดินทางผมก็เอาตั๋วมานั่งคิดพิจารณา ปกติเดินทางไปอเมริกาเค้าก็ใช้เวลากันประมาณ 17-18 ชั่วโมงอย่างเก่งจากไทยโดยมีการเปลี่ยนเครื่องสัก 1 รอบ แต่ทำไมของเราการเดินทางมันช่างยาวนานถึง 24 ชม. เอาวะก็ตั๋วมันถูกอะนะทนไปก็แล้วกัน


วันเดินทางของผมคือเป็นวันทำงานวันสุดท้ายก่อนจะลาพักร้อน ทำงานก็แบบเต็มวันพอเลิกงานก็พุ่งตรงไปสนามบินเพื่อทำการเดินทางขาแรก DMK>KUL โดยใช้เวลาโดยประมาณ 2 ชม ก็ถึงที่กัวลาฯ หิวโซ ตัวก็เหม็น หาข้อมูลคร่าวๆก็กะว่าเดี๋ยวไปหาอะไรกินถูกๆที่โซนอาหารของสนามบิน แล้วค่อยไปหาที่อาบน้ำหลังจากเช็คอิน เวลานั้นก็ค่อนข้างดึกอาหารก็เริ่มหมด ส่วนใหญ่ก็เหลืออาหารแบบอินเดีย ไม่เป็นปัญหาครับเพราะผมชอบกินมากกะอาหารแขก สั่งมาแบบเยอะสุดๆ เพราะว่ามื้อต่อไปน่าจะเป็นบนเครื่องอีกประมาณ 4-5 ชม กินกันหิวไปก่อน กินเสร็จก็ออกไปเดินเล่นตรงนั้นตรงนี้ฆ่าเวลา พอได้เวลาเช็คอินก็ไปที่เคาน์เตอร์ อือหื้อมาจากไหนกันเนี้ยเต็มไปหมด ในระหว่างเข้าแถวแม่ก็ line call มาอวยพรให้ลูกเดินทางโดยสวัสดิภาพ ถือว่าเป็นพรอันสูงสงมากกว่าประกันเดินทางใดทั้งปวง 555 พอเราว่างสายก็มีพี่ที่ต่อแถวข้างหลังยิ้มให้แล้วก็บอกว่า พี่คนไทยค่ะ ผมก็คุยกับพี่ไปเรื่อยๆแล้วก็มารู้ที่หลังว่าซื้อตั๋วมาโปรฯเดียวกัน 555 ขอตอนรับสู่สมาคมเดินทางอ้อมโลกด้วยกันนะครับ หลังจากผ่านตรวจคนเข้าเมืองก็รีบไปหาที่อาบน้ำซึ่งเป็นโรงแรมในสนามบิน แพงมากคือเสียเงินไปประมาณ 400 บาท แต่ยังไงก็ต้องอาบเพราะถ้ารออีกหน่อยตัวเองก็จะเริ่มเหม็นเปรี้ยวและเน่า เกรงใจคนข้างๆอะนะ


สนามบิน KUL ประเทศมาเลเซีย


ที่อาบน้ำภายในสนามบินแบบ "ไม่ฟรี"


การเดินทางขา KUL>DOH เป็นการนั่งเครื่องบินโบอิ้ง 787 Dreamliner ขอดีของเครื่องรุ่นนี้คือบินในเพดานบินที่ต่ำทำให้อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงน้อยกว่าเครื่องบินพาณิชย์รุ่นอื่นๆ คือบินแล้วเราจะเป็นคนรักษ์โลกไปในตัว แถมความชื่นในห้องโดยสารก็ถูกควบคุมให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสมไม่ทำให้เรารู้สึกหิวน้ำขณะนั่งเครื่องหรือคอแห้งจนเป็นผง สรุปโดยรวมคือดียยยย์มากแถมยังมีพี่เมสซี่ในวีดีโอสาธิตความปลอดภัยอีกด้วย


In-flight entertainment ของ #Qatar 787 #Dreamliner


นั่งไป 8 ชม ก็มาถึงกรุงโดฮา ผมมีเวลาเปลี่ยนเครื่องประมาณ2 ชม สิ่งแรกที่อยากจะทำคือวิ่งหาอนุสาวรีย์หมีสีเหลืองในสนามบิน เพราะว่าเห็นเพื่อนๆที่มาเปลี่ยนเครื่องงสนามบินนี้ต้องมาชักภาพพร้อมบอร์ดดิ้งพาสต์ ซึ่งเดี๋ยวกูจะทำบ้าง สุดท้ายคือไม่ต้องหาเพราะมันอยู่กลางสนามบินเลย ถ่ายเสร็จก็รีบไปที่เกตเพราะใกล้เวลาขึ้นเครื่องพอดี การตรวจเช็คเรื่องความปลอดภัยของผู้โดยสารไปอเมริกาก็จะเยอะและนานเป็นพิเศษคือประมาณว่าตรวจแล้วตรวจอีกจนอยากจะแก้ผ้าให้ตรวจ การเดินทางขา DOH>IAD ใช้เวลาประมาณ 14 ชม โดยเครื่องบินโบอิ้ง 777 ซึ่งเป็นเครื่องบิน 2 เครื่องยนต์แต่เป็นเครื่องยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก คิดกันดูว่าพลังจะขนาดไหน เนื่องจากการบินไปยังฝั่งตะวันตกจะเป็นการบินแบบทวนกระแสลมโลกมันก็จะนานเข้าไปอีก เฮ้ออออ นี้ถือเป็นการบินที่ยาวนานที่สุดของผมเลยที่เดียว นอน ตื่น ดูหนัง กิน วนไปประมาณสามสี่รอบก็ยังไม่ถึง


ในที่สุดกัปตันก็ประกาศลดระดับเพื่อพร้อมสำหรับในการลงที่สนามบินวอลชิงตันดัลเลส ในที่สุดก็ถึงสักที แต่เครื่องบินไม่ได้จอดที่อาคาร อย่าบอกนะว่าต้องให้ผู้โดยสารเกือบ 400 คนขึ้นบัส ใช่ครับขึ้นบัสแต่เป็นบัสที่ผมเรียกว่า รถบัสบ้าน ทรงมันแปลกๆอารมณ์เหมือนเป็นตู้คอนเทนเนอร์ยกตัวเองขึ้นมาเทียบกับเครื่องบินได้เลยโดยเราไม่ต้องลงบันได แล้วรถบัสบ้านก็จะขับเราไปส่งที่ตัวอาคาร คือแปลกดี

พอเข้าตัวอาคารสิ่งแรกที่ได้เห็นคือป้าย Welcome to the United State โอ้ยย น้ำตาจิไหลพราก กูมาถึงแล้วววว ผมไม่รอช้ารีบวิ่งไปยังตรวจคนเข้าเมืองเพราะว่าผมนัดคนรู้จักมารับที่สนามบินเพื่อพาเข้าไปส่งในเมือง เจ้าหน้าที่ ตม พูดติดสำเนียงสเปน ขำดีถามไม่เยอะแล้วให้ออกไปรอรับกระเป๋า กระเป๋าก็จะรอนานสักหน่อยเพราะ จนท ที่โน้นส่วนใหญ่จะสุ่มเปิดกระเป๋าของผู้โดยสาร ผมจึงแนะนำว่าการเดินทางมาที่นี่ควรใช้กระเป๋าแบบใช้ TSA ล็อค ไม่งั้น จนท อาจจะงั้นกระเป๋าคุณจนพังได้จะบอกให้

ผมรีบวิ่งเปรี้ยวเพื่อออกมาเจอคนรู้จักเพื่อเข้าไปในเมือง ก่อนไปที่พักก็แวะไปดื่มกาแฟให้หน้าที่เหี่ยวย่น ตึงขึ้นมาสักหน่อย อากาศค่อนข้างเย็น เสื้อหนาวก็ยังอยู่ในกระเป๋า ตัวก็สั่นๆ ตอนนั้นผมน่าจะเหมือนศพที่เดินได้ดีดีนี่เอง


ผมไปแวะดื่มกาแฟที่ห้าง Tysons Corner Center หลังจากที่นั่งรถที่เปิดฮีตเตอร์อุณหภูมิกำลังดีมาประมาณ 20 นาที พอถึงก็มุ่งหน้าไปสตาร์บัคเงยหน้าดูเมนูว่ามีอะไรที่ต่างจากบ้านเราบ้าง และสายตาก็ไปจับกับเมนูอันหนึ่งที่มีชื่อว่า ลาเต้ ต่อด้วยวงเล็บ คาสคาร่า (Cascara) ก็เลยสงสัยและถามบาริสต้าไปว่ามันคืออะไร สรุปที่มาที่ไปของคาสคาร่าก็เป็นแบบนี้นะครับ ปกติกาแฟที่เราเอามาดื่มมันเป็นผลิตผลที่มาจากเมล็ดของลูก Coffee Cherry ปกติก็เด็ดผลแล้วก็แกะเมล็ดออกมา แต่ #Cascara คือเมล็ดที่มาจาก coffee cherry ที่ปล่อยให้แห้งเองตามธรรมชาติ (เร่งไม่ได้ในจุดนี้ ห้ามเอาไปตากแดด) ทำให้เมล็ดมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวมากๆๆๆ คาสคาร่าลาเต้เลยมีความหอมและหวานจางๆ ดื่มเข้าไปแล้วหายเหนื่อยเลยทีเดียว อันนี้ไม่ได้โม้ หลังจากนั้นก็เดินเล่นๆ ในห้างสำรวจว่าคนที่นี่เค้าทำอะไรกันหลังจากที่สงสัยมานาน ก่อนกลับเดินผ่านโชว์รูมรถเทสล่าก็อดไม่ได้ที่จะเข้าไปสำรวจสักเล็กน้อย



คืนแรกในวอลชิงตัน ดีซี

พอเข้าถึงที่พักซึ่งอยู่แถวๆ Pentagon city ก็อาบน้ำแล้วกะว่าจะเดินออกไปหาอะไรกินง่ายๆใกล้ๆ เพราะตาก็เริ่มจะปิดเต็มที จะหลับก็กลัวว่าจะตื่นมาหิวก็เลยลากสังขารตัวเองออกไป สุดท้ายได้เป็นอาหารเกาหลี 555 กินอิ่มจนหายใจไม่ออกแต่รสเผ็ดก็ช่วยให้รู้สึกอุ่นขึ้นมาได้


กลับมาก็มาวางแผนการเที่ยวเล็กน้อย ว่าพรุ่งนี้จะไปเดินดูซากุระที่แถว Tidal Basin ซึ่งเป็นเหมือนสระกลางเมืองประมาณสระในสวนลุมฯ ซึ่งจะมีเทศกาลชมดอกซากุระทุกปี การมาชมซากุระที่นี่สามารถทำการเช็คผ่านเว็บไซด์ได้ซึ่งจะบอกวันเวลาที่เหมาะสมในการมาชม ในช่วงที่ผมไปนั้นจากการการตรวจสอบผ่านเว็บไซด์ก็ได้ความมาว่า ดอกน่าจะ….ร่วงไปเกือบหมดแล้วเนื่องจากก่อนที่ผมจะเดินทางมาที่นี่ได้ประมาณ 1 อาทิตย์ ดันเกิดหิมะตกหนัก ทำไมมันต้องมาตกในฤดูใบไม้ผลิซึ่งเป็นสิ่งที่แปลกพอควร หิมะที่ตกไปบนดอกที่กำลังจะบานจะทำให้บางดอกเน่า เค้าเลยคาดการณ์ว่าซากุระปีนี้อาจจะบานเร็วร่วงเร็ว เราก็ได้แต่หวังว่าพอไปถึงก็ขอให้ได้เห็นบ้าง พอไปถึงก็ยังดีมีหลงๆอยู่บ้าง


จากที่สืบดูซากุระที่นี่เป็นพันธุ์ที่เอามาจากญี่ปุ่นเลยครับ รัฐบาลทางญี่ปุ่นเค้ามอบให้แต่ก็ยังมีพันธุ์อื่นที่คนเค้าเรียกว่าต้นเชอร์รี่ซึ่งดอกก็จะมีสีชมพูเข้มๆ ซึ่งที่ผมเห็นส่วนใหญ่ก็จะเป็นพวกดอกเชอร์รี่พวกนี้ที่จะล่วงช้าและก็ทนแดดทนฝน วันนั้นอากาศหนาวสุดๆบวกกับลมที่พัดแรงอย่างบ้าคลั่ง ช่างเป็นการตอนรับผมที่ดีเหลือเกิน ว่าแล้วหลังจากถ่ายรูปเสร็จผมก็มุ่งหน้าเพื่อไปเดินแถว #Smithsonian ซึ่งเป็นสถานที่รวมพิพิธภัณฑ์เจ๋งๆไว้มากมายและที่เด็ดไปกว่านั้นก็คือ ไม่ต้องเสียค่าเข้า ผมกะจะใช้เวลาเที่ยวโซนนี้ให้เสร็จในวันเดียวเพราะว่าเดินพิพิธภัณฑ์นานๆมันก็จะต้องใช้ความคิดเยอะ ปวดหัว เรามาเที่ยวไม่ได้มาเครียด ผมจึงตัดสินใจเลือกที่ที่จะเข้าไปจิงๆ ตามนี้ (พิพิธภัณฑ์แถวนี้จะว่างเรียงรายเป็นสิบๆรอบลานหญ้าแถว Washington Monument ที่เป็นแท่งๆรูปดินสอ ถ้าจะเดินให้ครบทุกที่ 3 วันก็ไม่จบ)


1. National Air and Space museum อันนี้จัดให้เป็นที่แรกเพราะชอบมากอะไรที่เป็นเครื่องบินและยานอวกาศ เข้าไปข้างในไม่ผิดหวังเลยคับ ชอบมากกกๆ จัดวางเครื่องบินได้ดีเยี่ยม เดินไปตามทางที่เค้าจัดไว้ให้ก็เหมือนเราเดินดูการเติบโตของเทคโนโลยีอากาศยานตั้งแต่อดีตรุ่นพี่น้องตระกูลไรต์จนมาถึงเครื่องบินรุ่นปัจจุบันที่ผมเพิ่งนั่งมา ใช้เวลาเดินประมาณ 1.5 ชม กำลังดี เดินเสร็จก็มีร้านขายของที่ระลึกของนาซ่าด้วยนะเออ



2. National Gallery of Art แค่ข้างหน้าก็สวยกินขาด ถ่ายรูปข้างหน้าไปอวดเพื่อนโดนหมั่นไส้ใส่แน่นอน ข้างในประกอบไปด้วยรูปภาพ รูปปั้น และอื่นๆอีกมากมายที่เราเรียกว่า art เดินไปก็อ้าปากค้างไปกับผลงานที่ถูกสร้างด้วยความสามารถของในแต่ละยุคสมัย ให้ผมเรียนทำอะไรแบบนี้ยังไงก็คิดว่าทำไม่ได้แน่นอน นับถือความสามารถของคนประดิษฐ์จิงๆคับ ที่นี่ผมเดินประมาณ 1 ชม เพราะว่าข้างในมีที่ให้ถ่ายรูปสวยๆมากมาย



3. National Museum of Natural History อื้อหื้อ ชอบมากเหมือนกันคับกับเรื่องสิ่งมีชีวิตร่วมโลกทั้งหลาย เดินเข้าไปปั๊ปก็เจอช้างแอฟริกันตัวเท่าบ้านยืนแผ่หูตอนรับ ไม่ต้องวิ่งหนีนะเพราะมันตายแล้ว โดยทั่วๆไปพิพิธภัณฑ์ที่เป็น Natural History ก็จะเล่าเรื่องราวการเกิดของโลก สัตว์ และมนุษย์ ว่าเราไม่ได้เกิดมาจากกระบอกไม้ไผ่ บอกว่าทุกอย่างมันมีที่มาที่ไปตามหลักของวิทยาศาสตร์ อันนี้แนะนำว่าไม่ควรพลาด ก่อนจะออกผมก็แวะไปดูโซนธรณีวิทยาซึ่งมีพวกเพชร นิล จินดา ไม่รู้ของจิงเปล่าที่เอามาโชว์ รวมไปถึง The hope diamond หรือเพชรต้องคำสาป ราคาแปดพันกว่าล้านบาท กลืนน้ำลายกันเลยทีเดียว!!


คิดว่าคงพอสำหรับงานพิพิธภัณฑ์ก่อน จิงๆมีอีกอันคือ American History แต่คิดว่าเรื่องราวของ Thailand History ของตัวเองยังไม่รู้เรื่อง ก็ไม่ควรจะไปรู้เรื่อง History ของชาวบ้านละกันขอบาย ก่อนจะไปหาอะไรกินง่ายๆก็เดินไปวนทำเนียบขาว และก็อนุสรณ์ลินคอนที่โครตไกลมากคับ เดินจนปวดเท้า ฝนก็ตก หนาวก็หนาว รูปก็เลยออกมาประมาณนี้ ระหว่างที่เดินไปก็เห็นน้องๆวัยละอ่อนซ้อมกิจกรรมสันทนาการกลางลมฝน พี่เห็นแล้วก็เลยอัดวีดีโอเก็บไว้เลย


ต่อจากนั้นก็หาอะไรกินง่ายๆที่อูบองแปง แล้วก็เดินเล่นในเมือง เข้าห้างโน้นห้างนี้ โดยเฉพาะ TJ Maxx ชอบมากๆ คือจะเอาของแบรน์เนมดีๆมาลดราคาขาย ไม่ได้ลดเป็นช่วงนะคับ ลดทั้งปี ห้างนี้ที่อังกฤษก็จะมีเหมือนกันแต่ชื่อว่า TK Maxx ใครไปอเมริกาไม่ควรพลาด เสื้อเชิ้ตยี่ห้อคนขี่ม้าตีโปโล ราคา 600 กว่าบาทพลาดได้ไง


ก่อนจะกลับเข้าที่พักก็แวะร้านยาโลดดด เหมือนจะเป็นหวัด ลองไลน์หาเพื่อนๆผู้ชำนาญยานอกเค้าบอกว่าต้องจัด NyQuil เอาว่าป้องกันไว้ก่อน ถ้าป่วยตอนนี้จะแย่เลยเพราะเพิ่งวันแรก อ่านสรรพคุณข้างกล่องถ้ากินตัวนี้บ่อยๆ ตับกูแข็งแน่นอน 5555 และวันแรกที่วอลชิงตันก็เป็นแบบนี้คับ


การเที่ยวที่ไม่มีการวางแผน

ปกติผมไม่ค่อยวางแผนการเที่ยวสักเท่าไหร่ อาจจะคิดคร่าวๆไว้ในหัวว่าจะไปไหนบ้างแล้วค่อยหาโอกาส ดังนั้นจะมีอยู่หลายครั้งที่ไม่ได้ไปเที่ยวในที่ที่คนอื่นเค้าไปกัน แต่มันก็ดีตรงที่เราจะได้ไปเจออะไรใหม่ๆแทน และครั้งนี้ก็เช่นกันผมตื่นมาในวันที่สองพร้อมคำถามว่าวันนี้จะไปไหนดี การกินยาเมื่อคืนทำให้นอนสบายเหมือนตายและตื่นมาพร้อมกับความสดใสในตอนสายๆ วันนี้ว่าจะไปลอง Shake Shack ร้านเบอร์เกอร์เฟรนชายน์ชื่อดังที่มีสาขาเยอะประมาณซาลาเปาวราภรณ์

กินไปก็คิดไปว่าจะไปไหน สุดท้ายก็คิดว่าในเมืองคงไม่มีอะไรแล้วเลยกะเดินเล่นแถวที่พักซึ่งมี Costco อารมณ์ประมาณแม็คโคขายของส่งราคาโครตถูก ลิปมันของ Carmex บ้านเราขายเกือบ 200 ที่นี่ 35 บาท only มีหมดทุกอย่างจิงๆใครอยากจะซื้อพวกวิตามินให้ที่บ้านแนะนำที่นี่เลยครับ สาขาที่ผมเดินคือตรงสถานี Pentagon City ห้างเยอะมาก Best Buy ก็มี Nordstrom ที่คล้าย TJ Maxx ก็มี มีโหมดดด สรุปผมอยู่แถวนี้เพลินจนเย็นแล้วก็กลับที่พักไปเก็บของเพราะพรุ่งนี้ตีห้าผมต้องเดินทางไป "นิวยอร์ก" แล้ววว

#Costco


นิวยอร์ก เมืองอิฐๆ ปูนๆ ที่มีรูปร่างเหมือนปลาหมึกย่าง

ตื่นมาตอนตีสี่ อาบน้ำเก็บของและเรียก Uber ไปยังสถานีรถไฟยูเนี่ยน (Union Station) เพื่อนั่งรถไฟของ Amtrak ไปยังนิวยอร์ก การเดินทางไปนิวยอร์กสามารถเลือกไปได้หลายแบบจะบินไปก็ได้ประมาณ 1 ชม จะนั่งรถโค้ชหรือรถทัวร์แบบบ้านเราไปก็ได้ หรือวิธีแบบของผมคือนั่งรถไฟไปก็ได้ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 3 ชม 15 นาที ผมจองตั๋วรถไฟไว้ตั้งแต่อยู่ไทยแล้วคับ ราคาอยู่ที่ 49 เหรียญ ซื้อตั๋วผ่านเว็บแล้วเราก็จะได้ e-ticket ที่สามารถใช้ขึ้นขบวนได้เลยไม่ต้องไปแลกตั๋วที่สถานีซึ่งสะดวกมากๆ ตอนนั้นก่อนที่จะซื้อตั๋วรถไฟผมก็ไปเช็คตั๋วเครื่องบินมาซึ่งจิงๆถูกกว่าซะอีก ตกอยู่ที่ 25 เหรียญของสายการบิน Delta ซึ่งไม่ใช่ Low cost นะคับแต่ราคานี้ยังไม่รวม นน กระเป๋า กับเลือกที่นั่ง :-( ซึ่งเป็นเรื่องปกติของสายการบินที่นี่ ถ้ารวมทุกอย่างบวกกับค่า Uber ไปสนามบิน ไปรถไฟน่าจะคุ้มกว่าและคุ้มที่สุด เดินทางสะดวกกว่า สบายใจกว่า ไม่มีค่าใช้จ่ายจุกๆจิกๆ รถไฟของผมออกตอนประมาณ 06.20 มุ่งหน้าไปยังสถานีเพนซิลเวเนีย นิวยอร์ก ตื่นเต้นสุดๆ ระหว่างเดินทางก็กะเดินไปรถไฟขบวนขายอาหารเล่นและสุดท้ายปัดโธ่ ก็ได้ของกลับมากินพร้อมกาแฟแสนหอมอร่อย ดื่มไปชมวิวไป

ผมถึงนิวยอร์กประมาณ 09.45 โดยประมาณพร้อมลากกระเป๋าที่โครตหนักซึ่งตอนนี้เต็มไปเรียบร้อยแล้วจากการช้อปปิ้งเมื่อวาน เดินด้วยความทุลักทุเลเพื่อออกมายังนอกสถานี ยืนสุดอากาศด้วยความดีใจอยู่สักพักก่อนจะเปิดแผนที่หาโรงแรมซึ่งจองเอาไว้ไม่ไกลจากสถานีรถไฟ นิวยอร์กซิตี้ได้ถูกการออกแบบแผนผังเมืองมาเป็นอย่างดี บ้านเมืองถูกแบ่งด้วยถนนที่ตัดเป็นเส้นตรงทำให้บ้านเมืองดูแน่นและสวยงาม ลักษณะรูปร่างของเมืองนิวยอร์กผมว่าคล้ายปลาหมึกบดย่างมากๆ ให้นึกภาพตาม ถนนสายหลักจะตัดพาดจากหัวปลาหมึกไปยังตูดปลาหมึกเรียกว่า อเวนิว (Avenue) โดย อเวนิวสายที่ 1 (1st Ave) จะเริ่มจากทางขวามือตัดไล่ยาวไปยังซ้ายมือจนถึง 12th Ave ส่วนถนนที่ตัดตามขวางของตัวปลาหมึกจะเรียกว่า สตีท (Street) โดย 1st Street จะเริ่มจากทิศใต้ซึ่งเป็นตูดปลาหมึกไปจนถึงหัวปลาหมึกที่ 193rd Street สถานีรถไฟใต้ดินก็จะใช้ชื่อสตีทเป็นชื่อสถานีด้วยจำง่ายๆ ใครนึกภาพไม่ออกลองไปเปิดแผนที่ดูแล้วจะร้องอ๋อ ส่วนโรงแรมของผมจะอยู่ที่ 8th Ave, 28th Street ซึ่งเป็นเส้นเดียวกับสถานีรถไฟ เดินจากเพนซิลเวเนียก็ประมาณ 5 นาทีเท่านั้นโดยระหว่างทางก็มีร้านอาหารร้านกาแฟมากมายเพราะอยู่ไม่ไกลจากไทม์สแควร์ (#TimeSquare)


หลังจากเก็บกระเป๋าเข้าโรงแรมผมก็เปิดดูหนังสือแนะนำที่เที่ยว 10 ที่สุดคูลใน New York City สักเล็กน้อยเพราะเมืองนี้ถ้าไม่แพลนให้ดีอาจจะต้องเที่ยววนไปวนมา นอกจากจะเสียเวลาแล้วอาจจะเสียตังค์ค่ารถไฟใต้ดินด้วย และนี่คือ 15 ที่ไฮไลท์ไม่ควรพลาด(ที่ผมคิดเอง)ในนิวยอร์ก ต้องเพิ่มมาอีก 5 ที่เพราะมันเจ๋งมร๊ากก


15 ที่ไฮไลท์ไม่ควรพลาดใน นิวยอร์ก

1. เดินเสพ art บน The high line ทางรถไฟลอยฟ้าเก่าที่ถูกตกแต่งให้เป็นสวนสาธารณะที่แสนจะชิคและคูลซึ่งตั้งอยู่ระหว่าง 10th Ave และ 11th Ave โดยทางเดินจะเริ่มตั้งแต่ 35th Street ยาวไปเรื่อยๆ ประมาณ 2.3 กิโล ระหว่างทางเดินก็จะมีมุมเล็กๆให้นั่งพักถ่ายรูป มุมนั่งชมวิวเมือง มุมนั่งชมวิวแม่น้ำ บอกเลยว่าอยู่ที่นี่ทั้งวันก็ยังได้


#TheHighLine


2. ลองอาหารเกือบคลีนสักมื้อที่ Chobani Café คาเฟ่สุดชิคที่มีอยู่ 2 สาขาในนิวยอร์ก แนวอาหารเพื่อสุขภาพราคากลางๆ ดังเรื่องโยเกิร์ต ถ่ายรูปออกมายังไงก็สวย พนักงานโครตเฟรนรี่ สาขาที่ผมไปมาคือ 255 Greenwich Street อาหารและเครื่องดื่มส่วนใหญ่ก็จะมีโยเกิร์ตเป็นส่วนประกอบ เช่นจานนี้ของผมก็จะเป็นแซลมอนรมควันแล้วเอาโยเกิร์ตปาดๆเข้าไปกินกับเบโกล + ซุปถั่วสไตล์ตุรกีแล้วก็น้ำส้มคั้นสด เอาไปเลยเต็ม 10 สำหรับร้านนี้



3. นั่งพักใจที่ Pumphouse Park สวนเล็กๆที่ผมเดินหลงเข้ามา ถ้าหากใครมานิวยอร์กช่วงเมษา บอกได้เลยว่าให้มาที่นี่เพราะซากุระกำลังบานแบบสวยสุด ถึงแม้จะมีไม่กี่ต้นแต่ขึ้นกระจุกกันจนต้องถ่ายรูปแบบ หยุดชัตเตอร์กันไม่ทัน สวนนี้จะอยู่ใกล้กับ ​9/11 memorial เดินมาไม่ไกลมากคับ


4. ล่องเรือชมเทพีเสรีภาแบบฟรีๆ จาก Whitehall Terminal โดยส่วนตัวคิดไว้อยู่แล้วว่าจะไม่นั่งเรือข้ามท่าไปชมเทพีเสรีภาพแบบใกล้เพราะเห็นจากคอมเมนต์เพื่อนๆที่ไปชมมาก็บอกว่าไม่มีอะไร ผมเลยตัดสินใจนั่งเรือเฟอร์รี่ที่จะข้ามไปยัง Staten island ซึ่งจะผ่านเทพีเสรีภาพแบบถ่ายรูปไม่ต้องซูมมาก และที่สำคัญคือฟรีตลอดการเดินทาง นั่งไปแล้วก็รอนั่งกลับมาที่แมนฮัตตันได้เลย พยามยามอยู่ทางฝั่งขวาของเรือนะคับแย่งเกาะราวกับคนอื่นแน่นๆจะได้เห็นเกาะแมนฮัตตันและเทพีเสรีภาพแบบ HD ถ้าไปตอนเย็นๆแบบผมก็จะได้ภาพที่สีสวยไปอีกแบบ

#LibertyStatue

5. หลงแสงสีที่ Time square ถ้าไม่ได้มาถ่ายรูปตรงนี้ละก็ไม่ไหวนะ ไฮไลท์สุดๆของนิวยอร์กก็ตรงนี้ละคับ จอ LED ที่รายล้อมมากมายไม่รู้ว่าวันๆได้ค่าโฆษณาไปเท่าไหร่ จุดที่ผู้คนพลุกพล่านแบบสุดๆ และเป็นจุดที่มหานครนิวยอร์กใช้เป็นสถานที่ในการฉลองปีใหม่ ผมเดินถ่ายรูปเล่นอยู่สักพักแล้วก็ใช้เวลามองดูโฆษณาไอเดียสุดจะเก๋ไปเพลินๆประมาณ 1 ชม ก่อนจะเดินไปหากาแฟดีๆสักแก้ว

#TimeSquare

6. จิบกาแฟที่ ​Polo Ralph Lauren ที่นี่ไม่ได้ขายแต่เสื้อผ้านะครับแต่ยังมีร้านกาแฟชื่อว่า Ralph’s coffee ตกแต่งแบบผู้ดีอยู่บนชั้นสอง ถ้าเข้าไปส่องในรูปใน IG ของร้านนี้ก็ต้องพุ่งตัวแรงไปเลย ร้านตกแต่งด้วยโทนขาวเขียว เพดานเปิดสูงพร้อมวิวถนน 5th Ave ให้ความรู้สึกนิวหยวกมั้กๆ



7. ทิ้งตัวลงบนหญ้าที่ Central Park หลังจากซากุระที่วอลชิงตันทำให้ผมเสียใจเบาๆ ใจของผมก็พองโตขึ้นอีกครั้งหลังจากที่ซากุระในเซนทรัลพาร์คกำลังเบ่งบานแบบสุดๆ มันช่างเป็นวิวที่สวยงามอะไรอย่างนี้ ผมเริ่มเดินหาจุดที่สามารถล้มตัวนอนเพื่อมองท้องฟ้าผ่านกลีบซากุระสีขาวอมชมพู โอ้วววฟังดูคลาสสิคปะคับ ผมนอนตากแดดตรงนั้นจนหน้าไหม้ไปประมาณ 20 นาทีหลังจากถ่ายรูปไปซะเยอะ หลังจากวันที่ผมมาถ่ายรูปประมาณ 3 วันให้หลังผมก็ได้กลับมาที่เซ็นทรัลปาร์คอีกครั้งเพื่อมาวิ่งในตอนเช้าและพบว่าดอกซากุระในวันนั้นได้เหลือแต่กิ่งไปแล้วในวันนี้ ช่างมาเร็วไปเร็วจิงๆ ของสวยๆงามๆ

#Sakura #CentralPark #NewYork


8. ปั่นจักรยานบนสะพาน Brooklyn เปล่าคับผมไม่ได้ปั่นจักรยานเพราะดูจากจำนวนคนที่มาเดินบนสะพานนี้ยั้วเยี้ยเหมือนมดมากๆ คิดว่าถ้าปั่นต้องมีคนถูกชนตกสะพานแน่นอน วันนั้นอากาศค่อนข้างร้อนไม่ต้องใส่เสื้อหนาว เดินสักพักเหงื่อก็เริ่มออกเลยต้องรีบทำเวลาเดินข้ามไปหาที่หลบแดดอีกฝั่งที่เรียกว่า Dumbo มาเดินสะพานบรูคลินให้ทนๆหน่อยนะคับ อย่ารีบเหนื่อยแล้วเดินกลับเดี๋ยวจะพลาดซ็อตถ่ายรูปเด็ดๆที่ #Dumbo


9. หามุมถ่ายรูปที่ Dumbo เห็นรูปข้างล่างแล้วจะร้องอ๋อ ว่าที่นี่เองเหรอะ เป็นมุมบังคับเลยคับว่ามาดัมโบต้องถ่ายรูปให้เห็นฉากหลังเป็นสะพานแมนฮัตตัน ผมแนะนำให้เดินไปจนถึงริมน้ำก็จะได้เห็นทั้งวิวสะพานบรูคลินที่โดดเด่นตัดกับวิวตึกสูงบนแมนฮัตตัน ลงไปนั่งบนกองหินริมน้ำกินลมสบายๆ จะถ่าย time lapse ก็สวยไปอีกแบบ แถวนั้นก็จะมีร้านค้าขายของเล็กๆให้เดินเล่นและร้านกาแฟที่ชื่อว่า Brooklyn Roasting Company หาอะไรกินรองท้องก่อนจะเดินกลับข้ามไปฝั่งแมนฮัตตันอีกครั้ง 555 หนทางอีกยาวไกล




10. ชมมหานครนิวยอร์กบน Rockefeller การซื้อตั๋วเพื่อขึ้นไปยังตึกจะต้องระบุเวลาขึ้นที่แน่นอน ผมแนะนำให้ซื้อล่วงหน้าออนไลน์จะได้ไม่ต้องไปเสียเวลาเข้าคิว เวลาที่แนะนำให้ขึ้นไปก็คือช่วงเย็นคือกะเวลาให้ดีว่าขึ้นไปอย่าเพิ่งให้พระอาทิตย์ตกจะได้ถ่ายรูปแบบวิวกลางวัน จากนั้นก็นั่งรอแถวๆนั้นสักชม พอพระอาทิตย์เริ่มตกก็รีบไปจองที่เกาะกระจกถ่ายรูปไว้เลยครับสวยน้ำตาไหลแน่นอน ลงมาด้านล่างใครชอบเลโก้ก็ไปแวะดูมีช้อปใหญ่อยู่ตรงด้านหน้าตึก



11. เติมความหวานให้ตัวเองที่ Sprinkles โดยส่วนตัวไม่ชอบของหวานสักเท่าไหร่ ที่นี่ก็เหมือนกันคัฟเค้กอะไรหวานแสบคอ จะคายก็เสียดายเพราะมันแพง แต่ที่ยกให้เป็นไฮไลท์เพราะการตกแต่งร้านที่โครตเป็นเอกลักษณ์ตัดกับทุกสถาปัตยกรรมที่อยู่บนถนนเส้นเดียวกัน ใครไปกับแฟนแล้วแฟนอารมณ์ไม่ดีจูงเข้าไปเลยร้านนี้ หายงอลชัวร์ๆ


12. ชิมพิซซ่าทองคำเปลวที่ Tappo Thin Crust พิซซ่าที่ Domino ที่ว่าบางแล้ว ยังบางไม่เท่าที่นี่ ต้องไปลองด้วยตัวเองจิงๆเดี๋ยวหาว่าโม้ บางกว่าแปลว่าแป้งน้อยกว่าผมเลยจัดไปคนเดียว 1 ถาด ร้านอยู่ไม่ไกลมากจากตึก Flatiron ถ้ามาแถวๆนี้ก็หาเวลาถ่ายรูปเมืองตอนกลางคืนสวยเลยทีเดียว





13. อนุสรณ์ 9/11 และ The Oculus มันก็จะวังเวงหน่อยๆเวลาเดินมาตรงนี้ ตรงที่เคยมีเรื่องน่าเศร้าเกิดขึ้น สองหลุมที่เป็นบ่อน้ำตกคือบริเวณเดิมที่เคยเป็นที่ตั้งของ World trade Centre มาก่อน รอบๆของสระน้ำก็จะสลักชื่อของผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ทั้งหมดเอาไว้ รอบๆบริเวณนี้ก็จะเป็นแหล่งช้อปปิ้งซะส่วนใหญ่ ลองมองหาอาคารรูปทรงประหลาดคล้ายกับกระดูกสันหลังของเอเลี่ยน ให้เดินเข้าไปข้างในจะพบกับความอลังกาลอย่างกะอยู่นอกโลก ข้างล่างก็จะเป็นทางไปห้าง Westfield และรถไฟใต้ดิน เดินกันยาวปายย

#TheOculus


14. Republic Noodle Shop เมื่อเอาก๋วยเตี๋ยวของหลายๆชาติมาป่นกันมันก็จะออกมาเป็นหน้าตาแบบนี้คับ มันแพงแต่มันอร่อยจิงถือให้เป็นอาหารจานเด็ด ร้านนี้ตั้งอยู่แถว Union sq. ตอนนั้น Nitro Cold Brew ของสตาบัคเพิ่งออกใหม่มาพอดีเลยจัดสักหน่อย กินเสร็จก็เดินช้อปปิ้งตรงนั้นได้เลย แนะนำอันนี้เลย DSW designer show warehouse มีรองเท้าหลากหลายแบรนด์ในราคาโครตถูก ผมตัดสินใจทิ้งรองเท้าคู่เก่าที่จวนจะขาดไปทันทีหลังจากถอยคู่ใหม่ที่นี่



15. กินให้ท้องแตกที่ Panda Express เห็นเยอะเหลือเกินร้านนี้ อาหารก็จะเป็นแบบจีนผัดทอด ราคาถูกและเน้นปริมาณ ใครกินกะให้อิ่มร้านนี้ใช่เลย แถมทุก order ยังมีคุ้กกี้เสี่ยงทาย Fortune cookie แอบให้ด้วยนะจ๊ะ


เที่ยวทั้งหมดนี้ 3-4 วันก็น่าจะหมดคับ ไม่ต้องรีบมากจนเกินไป ปกติผมชอบเที่ยวแบบชิวๆไปเรื่อยๆแต่นิวยอร์กเนี้ยต้องบอกเลยว่าก็ค่อนข้างรีบในระดับหนึ่งเพราะเวลามีจำกัดและกว่าจะได้มาอีกทีก็ไม่รู้เมื่อไหร่แต่บอกได้เลยว่าต้องซ้ำแน่นนอน

ได้เวลากลับบ้าน

และแล้วก็มาถึงวันที่ต้องเดินทางกลับ โดยเที่ยวบินขากลับของผมออกจาก New York JFK ตอนดึกๆ ซึ่งคำนวณแล้วการเดินทางโดยรถไฟน่าจะคุมเวลาได้ดีที่สุด ขากลับจาก JFK>DOH ใช้เวลาเร็วกว่าขามาคือ 12 ชม (เร็วกว่า 2 ชม) เนื่องจากเป็นการบินตามลม เที่ยวบินก็ค่อนข้างว่างผมเลยยึดที่นั่งไปเลยสี่ที่นอนยาวไป

ตื่นขึ้นมาก็มีถาดข้าวมาวางไว้ให้เรียบร้อย สงสัยหลับลึกแบบสุดๆ กินเสร็จก็ทำตัวเป็นผดสที่ดีเอาถาดข้าวไปคืนที่ Gallery ให้ด้วย เลยถ่ายรูปมาสักนิด ไม่นานก็ถึง DOH ครั้งนี้ไม่เอาละคับถ่ายรูปกะหมีเหลือง รอเปลี่ยนเครื่องไม่นานก็ได้เวลาเดินทางต่อ แต่ครั้งนี้ผมเดินทางตรงไปกรุงเพฯ เลยซึ่งใช้เวลาอีกแค่ 6 ชม ขากลับช่างเป็นอะไรที่รวดเร็วจิงๆ


พอถึงกรุงเทพฯก็พอยังมีเวลาได้สาดน้ำวันสงกรานต์กับเค้าอีก 1 วันซึ่งเป็นอะไรที่นิวยอร์กไม่มี 555 นิวยอร์กทำให้ผมได้เปิดประสบการณ์ในที่ที่ไกลขึ้น ได้ไขข้อข้องใจว่าคนที่นั้นวันๆจะทำอะไรบ้าง ก็เห็นแต่ในหนังมาเยอะก็เลยอยากไปเห็นของจิงบ้าง ผมรักเมืองนี้และอยากแนะนำให้คนที่มีโอกาสได้ไปสักครั้งในชีวิต ผมมั่นใจว่าทุกคนจะต้องหลงเสน่ห์มหานครแห่งนี้แน่นอน อ้อ..ผมได้ของฝากอีกอย่างมาจากเมืองนี้ด้วยนั้นคืออาการ jetlag แบบรุนแรงแบบไม่เคยเป็นมาก่อน อากาศมันก็มีอยู่ว่าทุกวันตอนหกโมงเย็นผมจะง่วงนอนแบบสุดๆคือสามารถนอนหลับได้ทุกที่ MRT โต๊ะข้าว ห้องน้ำ เป็นมาเกือบอาทิตย์ก็ค่อยๆดีขึ้น อย่างไรก็แล้วแต่คับ "ผมรักนิวยอร์ก"<3

© 2020 by Travel Collection แทรเวลคอลเลคชั่น