อินเดี๊ยอินเดีย ที่ "โกลกาต้า"

พอบอกเพื่อนๆว่าจะไปเที่ยวอินเดีย ทุกคนก็ถอนหายใจแล้วมองบนเบ้ปาก เบือนหน้าหนีแบบไร้เยื่อใย ทิ้งให้ประโยคบอกเราของผมปลิวหายไปกับสายลม 55555 มันก็อาจจะจริงส่วนหนึ่งที่มีใครหลายๆคนบอกว่าจะไปประเทศนี้ต้องใจถึง แต่ก็นะไปประเทศธรรมดาโลกไม่จำหรอก งานนี้ต้องขอลุยประเทศอินเดียสักครั้งในชีวิต

ทำไมต้องเป็นเมืองโกลกาต้า


ง่ายๆเลยครับ โกลกาต้าเป็นเมืองในอินเดียที่บินตรงจากไทยโดยใช้เวลาแค่ 2 ชม.และที่สำคัญน่าจะเป็นเมืองที่ศรีวิลัยสุดๆในแถบเบงกอล (ภาคตะวันออกของอินเดีย) หากใครจะเริ่มหัดเที่ยวประเทศในแถบเอเชียใต้ก็ขอแนะนำให้เริ่มจากหัวเมืองใหญ่ๆแบบนี้ก่อน จะได้ไม่ช็อค :-) 😂


การเดินทางจากประเทศไทยมีให้เลือกหลายสายการบิน ทั้ง Full service เช่น การบินไทย ภูฏานแอร์ไลน์ ดรุกแอร์ (2 สายการบินนี้เป็นของภูฏาน) หรือจะเป็น Low cost เช่น ไทยแอร์เอเชีย อินดิโก หรือ สไปซ์เจ็ท แต่ไม่ต้องห่วงครับไม่ว่าจะบินสายไหน ในเครื่องก็จะมีแต่เราที่เป็นคนไทย เพราะที่เหลือก็จะเป็นชาวอินเดียทั้งส้ิน Welcome to India ตั้งแต่ยังไม่ออกจากประเทศกันเลยที่เดียว


ความคิดส่วนตัวถึงแม้คนอินเดียจะมีความวุ่นวายในระดับหนึ่ง แต่ลึกๆคนอินเดียนั้นเป็นมิตรและมีน้ำใจมากเลยทีเดียว ผมว่าเราจะควรจะต้องเปิดใจเราก่อน ลบล้างความเชื่อที่คนอื่นพูดเป่าหูเราที่เกี่ยวกับคนชาตินี้ หากทำได้เราก็จะเห็นอีกมุมหนึ่งของคนชาตินี้ที่อาจจะทำให้เราหลงรักอินเดียไปเลยทีเดียว


Kolkata Airport (CCU)

Kolkata จัดเป็นเขตเบงกอลตะวันตก

เที่ยวไปเรื่อยๆ เมื่อยก็พัก

โกลกาต้าเป็นเมืองหลวงเก่าของอินเดียที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเขตตะวันออกสมัยที่ตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ จึงทำให้สถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่ยังมีกลิ่นอายของความเป็นอังกฤษอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นสถาปัยกรรม ชื่อถนน ไนท์คลับ ว่าแต่ผมมาที่นี่ไม่ได้มาดูสิ่งสวยงามแต่อยากจะเห็นความดิบของเมืองโกลกาต้ามากกว่า และนี่คือที่ที่ผมอยากแนะนำให้คุณไปดู ไปชิม ไปลองกัน...


1. วัดกาลีเกต (Kalighat Temple) กับกลิ่นเลือดของการบูชายัญ

วัดฮินดูที่ชาวอินเดียพากันไปขอพรเจ้าแม่กาลีกันอย่างไม่ขาดสาย และคงเป็นเรื่องราวอันซับซ้อนของศาสนาที่จะไหว้ด้วยดอกชบาสีแดงอย่างเดียวไม่พอ งานนี้เลยต้องมากับการปาดคอแพะกันสดๆเพื่อเอาเลือดเอาเนื้อมาบูชาเพื่อให้พรที่ขอเห็นผลเร็วขึ้น แถมการเข้าในวัดอินเดียทุกที่ต้องถอดร้องเท้า งานนี้เลยฝ่าตรีนสีเลือดกลับโรงแรมมาด้วย ตอนล้างเท้าถึงกลับกลืนน้ำลาย 😱

ของเส้นไหว้ เจ้าแม่กาลีลิ้นดำ Kalighat

2. อาหารข้างถนน 108 พันอย่างที่ต้องลองเพื่อทดสอบกับความแข็งแรงของลำไส้ อาหารที่ขายอยู่บนทางเดินเท้าในเมืองโกลกาต้าหาง่ายได้ทุกที่คล้ายกับบ้าน มีทุกที่และหลากหลายรูปแบบ สิ่งที่พลาดไม่ได้เลยคือ

- ชามาสาล่า (masala tea) ชารสชาติเข้มข้นที่ต้มร้อนๆกับนมจนล้วกปาก เสริฟในจอกดินเผาที่เป็นเอกลักษณ์ ไม่ต้องห่วงว่าจอกจะไม่สะอาดเพราะใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง ส่วนใหญ่ชาจะต้มแบบสองหม้อคือแบบมีน้ำตาล และแบบจืด บางร้านถ้าจะให้พรีเมี่ยมหน่อยก็มีการโรยหญ้าฝรัน (Saffron) ราคาตั้งแต่ 10-80 บาท


ชามาสาล่าอันนี้ 60 บาทเพราะโรยหญ้าฝรัน

ร้านขายชา สังเกตดีดีมีสองชั้น 555

- พานิปุริ (pani puri) จะมองหาอาหารชนิดได้ง่ายมาก ให้สังเกตรถเข็นที่มีกองแป้งกลมๆเหมือนเอาขนมครกสองอันมาประกบกัน บางรถเข็นมีเป็นพันลูกเลยทีเดียวเพราะส่วนใหญ่ 1 คนจะกินประมาณ 5-10 ลูก วิธีการก็คือ คนขายจะให้ถ้วยสำหรับวางลูกกลมๆที่เป็นแป้ง ที่แปลกก็คือถ้วยนี้ทำมาจากใบกระวาน เมื่อเอาลูกใส่ในถ้วยคนขายจะเจาะรูบนแป้ง จากนั้นเอาน้ำซุปรสชาติเปรี้ยวๆเทใส่เข้าไปในลูกโรยด้วยผักชี บีบมะนาวและโรยพริก จากนั้นก็กินเข้าไปทั้งคำ ไม่น่าเชื่ออร่อยดี จากที่ชิมซุปจะมีเนื้อของมันฝรั่งและหอมแดง ผมกินไป 5 ลูก จริงๆกินได้อีกแต่กลัวขี้แตก 555


พานิ ปุริ Pani puri

- พาพ บฮาจิ (pav bhaji) เห็นครั้งแรกแล้วคล้ายๆน้ำซอสสปาเก็ตตี้ อาหารอันนี้เหมือนอยู่บนกระทะร้อนตลอดเวลา ดูแล้วไม่น่าจะมีพิษภัยกับไส้พุง รสชาติก็จะเผ็ดๆที่มาพร้อมกลิ่นเครื่องเทศ กินคู่กับขนมปังปาดเนยโดยมีเครื่องเคียงเป็นมะนาวและหอมแดง อร่อยผ่าน!


Pav Bhaji อาหารอินเดียแล้วอร่อย

- กาตีโรล (kati rolls) เป็นการนำแป้งมาห่อเนื้อย่าง ส่วนใหญ่จะเป็นเนื้อแกะ ไก่ เพราะคนอินเดียไม่กินเนื้อ ส่วนหมูพอมีบ้าง แนะนำให้ไปร้านที่ชื่อ Kusum Rolls เลยหากอยากลอง เพราะร้านนี้อร่อยแน่นอนแต่อาจจะคิวยาวไปหน่อย


กาตีโรล ต้องของร้าน Kusum เท่านั้น

- โมโม่ (momo) อันนี้จะคล้ายกับเสียวหลงเป่าแต่แป้งจะหนากว่า ข้างในก็จะยัดไส้ซึ่งจะเลือกได้ว่าจะเป็นผักหรือเนื้อสัตว์ อาหารชนิดนี้ได้รับอิทธิพลมาจากเนปาล ในโกลกาต้าโมโม่จะเจอได้ในร้านอาหาร ไม่ค่อยเห็นขายตามรถเข็น


โมโม่ หลายไส้ให้เลือก

3. พิพิธภัณฑ์อินเดีย คนอินเดียจ่าย 10 บาท คนต่างชาติจ่าย 200 การจัดแสดงผลงานแบ่งสัดส่วน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวประวัติของอินเดีย วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม จะติดก็แค่สภาพของตัวพิพิธภัณฑ์เองที่ขาดการดูแล จึงทำให้ดูเก่าและทรุดโทรม แถวหน้าพิพิธภัณฑ์ก็จะมีร้านแผงลอยขายพวกหนังสือและตำราเรียนซึ่งราคาค่อนข้างถูกเลยทีเดียว หากใครสนใจก็ยังต่อราคาได้อีก ต่อแบบโหดๆไปได้เลยครับ



4. อนุสรณ์สถานพระนางเจ้าวิคตอเรีย (Victoria Memorail Hall) อีก 1 สถานที่ที่ไม่ควรพลาด แต่ผมพลาดเพราะวันที่ไปคือวันชาติอินเดียพอดี ปิด!! ก็เลยได้ถ่ายรูปแต่ข้างนอก แต่ก็สวยไปอีกแบบ



5. 6 Ballygunge Place อยากจะหาร้านอาหารเบงกอลดีดีทานสักมื้อ แนะนำที่นี่เลยครับ ร้านสวย อาหารดี บริการดี ที่สำคัญคือเป็นบุฟเฟต์ ตักมาอย่างละนิดแล้วชิมดูว่าอันถูกใจ ก็กินอันนั้น ต้องมีสักอันแหละที่ถูกใจ ร้านนี้อยู่ไม่ไกลมากจากวัดกาลีเกต นั่งแท็กซี่ไปไม่ถึงร้อย



6. วัดเจ้าแม่กาลี (Dakshine Kali temple) และการล้างบาปที่แม่น้ำคงคา วัดเจ้าแม่กาลีดูเหมือนจะมีหลายที่ แต่อันนี้ผมจัดเห็นเป็นสาขาใหญ่ เพราะนั่งออกมาไกลมากจากตัวเมืองอาจด้วยเพราะรถติด ผมนั่งแท็กซี่โดยใช้เวลาประมาณ 1ชั่วโมงกว่าๆ มาถึง บริเวณในวัดที่จะไหว้เจ้าแม่กาลีลิ้นดำ ห้ามถ่ายรูป ห้ามใส่ร้องเท้า ห้ามนำกระเป๋าเข้า ห้ามๆๆๆ จะฝากเพื่อนแล้วเข้าไปทีละคนหรือจะฝากไว้กับร้านค้าแถวนั้นก็ได้ ไหว้เสร็จก็ไปโยนเหรียญลงแม่นำ้คงคาว่าถ้ามีโอกาสก็จะกลับมาอีก อันนี้พูดจริงๆ


Dakshine Kali temple

แม่น้ำคงคา

7. สะพานเหล็กแห่งโกลกาต้า (Bowrah Bridge) ระหว่างทางกลับเข้าเมืองเราก็แวะที่สะพานเหล็กอันยิ่งใหญ่ของเมืองนี้ซะเลย ลองไปเดินข้ามสะพานวัดระยะทางไปกลับประมาณ 3 กม. สบายๆกัยอากาศเย็นๆ


Bowrah Bridge

8. พลาดไม่ได้เลยคือต้องหาผับ บาร์ ดื่ม เต้นสักเล็กน้อยก่อนกลับ ผมเปลี่ยนไปหลายร้านสุดท้ายมาลงเอยร้านนั่งชิว Live music ใกล้โรงแรม บอกเลย Happy มากๆ


อินเดีย ไม่มาลองก็ไม่รู้ มาแล้วก็จะหลงประเทศนี้โดยไม่รู้ตัวนะจะบอกให้ :-)

ยังมีรูปอีกเยอะที่ผมอยากจะแชร์ให้ได้ชมกันอีก โดยเฉพาะชุดแต่งงานอินเดียหลักแสน👇🏻 ยังไงไปตามชมใน instagram ของแทรเวลคอลเลคชั่นได้นะคับ แล้วเจอกันในรีวิวต่อไป



© 2020 by Travel Collection แทรเวลคอลเลคชั่น